:::ชะตากรรม::::

posted on 30 Oct 2009 09:58 by folkner  in folkner

        วิถีชีวิตของการขับเคลื่อนตำแหน่งตัวเองอยู่บนท้องถนนที่ทอดยาว โดยอาศัยรูปโครงคันรถ ครอบคลุมป้องกันแดด ลม ฝน

        ขณะกลไกเครื่องยนต์ทำงาน หมุนเคลื่อนวงล้อ  ในอัตราความเร็ว แต่ละช่วงเข็มขีดเลขบนหน้าปัดที่ขยับขึ้น ยิ่งองศาของเข็มบอกความเร็วชี้เอียงเพิ่มขึ้นไปเท่าไร อัตราเสี่ยงอันนำไปสู่อุบัติเหตุย่อมสูงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

       ดังนั้นแต่ละวันก่อนการก้าวพ้นข้ามจากประตูบ้าน เพื่อขึ้นพาหนะออกไปสู่ถนนหนทาง ผมมักใช้เวลาหนึ่งนาที สำรวจตรวจตราความเรียบร้อย ภายในบ้าน นอกเหนือจากปิดไฟทุกดวง ถอดสายทุกสายออกจากปลั๊ก ผมมักแอบใช้เวลาตรงนี้บอกกล่าวร่ำลา หับห้องบ้านเช่า ด้วยคิดคำนึงอยู่เสมอว่าการเดินพ้นจากขอบประตูบ้านทุกครั้ง โอกาสที่จะไม่ได้ย้อนกลับมาสู่ชายคาบ้านนั้นมีอัตราส่วนเท่ากันกับโอกาสที่จะได้เดินกลับเข้าบ้านอีกครั้ง

      ตลอดห้วงเวลา หลัง 6 ปีมานี้ ผมดำเนินวิถีชีวิตของนักดนตรี โดยฝากชีวิตไว้กับพาหนะรถยนต์กะบะดัตสันรุ่นช้างเหยียบ

เริ่มตั้งแต่การไต่ไปตามถนน ที่ทอดยาวไปสู่ตลาดนัดเปิดท้ายทั่วจังหวัดภาคกลาง เพื่อนำผลงานไปเผยแพร่ในรูปแบบของนักดนตรีเปิดหมวก ขายเทป ซีดี  เสื้อ และหนังสือบทกวีทำมือ แต่ด้วยภาระที่ผูกควบด้วยนักดนตรีร้านเหล้าอีกหนึ่งตำแหน่ง ดังนั้นหลัง 2 ทุ่ม ผมต้องเร่งรีบเก็บสินค้าและอุปกรณ์แสดง โยนใส่ท้ายรถกะบะ แล้วรีบห้อตะบึงเรียกความเร็วสุดตามศํกยภาพของรถ เพื่อแข่งกับเวลา หมุนวงล้อย้อนกลับมาให้ทันได้ขึ้นเวทีที่ร้านเหล้าประจำตอน สามทุ่มครึ่งน่าจะเกิน 4 ปีที่วิถีชีวิต ต้องฝากชะตากรรมชีวิตไว้กับความเร็วบนท้องถนน

      จวบจนวันนี้ ผมมิได้ตระเวนเปิดหมวกเล่นดนตรีเหมือนดังก่อน

      แต่เส้นทางที่ทอดยาวไกล ณ ขณะวันนี้ คือการที่ต้องไต่ไปตามถนนเพื่อมุ่งสู่ งานบ้าน งานวัด อย่างไม่มีเว้นแม้สักสัปดาห์

      แน่นอนพาหนะรถยนต์ แลนด์โรว์เวอร์ ที่หนักอึ้งไปด้วยจำนวนนักดนตรีและอุปกรณ์การแสดง ที่วิ่งทั้งขาไปขากลับคืออัตราความเสี่ยงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในห้วงเวลากลางคืน

       ตลอดห้วงวันเวลาแห่งการเดินทาง ภาพอุบัติเหตุรถชน รถคว่ำ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางก่อนหน้าที่เราจะไปถึง มักมีเห็นบ่อย ๆ ตามริมรายทาง

      นั่นเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ผมต้องคำนึงอยู่เสมอ และแอบบอกลาบ้านเช่าทุกครั้ง ก่อนออกเดินทาง

      ทีมงานวงดนตรีของเรา มิได้มีโชเฟอร์ไว้เพื่อขับรถไปเพื่อการแสดงโดยเฉพาะ  หากแต่ต้องอาศัย อ้น โฟล์คเหน่อ อันมีตำแหน่งเป็นมือเพอร์คัสชั่น และมีความคุ้นชินเนื่องจากเป็นเจ้าของรถ เป็นโชว์เฟอร์มือหนึ่ง ให้กับพาหะนะการเดินทางของพวกเราด้วย

      อัตราความเสี่ยงของพวกเราระหว่างการเดินทาง จึงอยู่ที่ปัจจัย ของความเมาและความง่วง

      ไม่มีข้อห้ามเรื่องการร่ำสุราขณะแสดงบนเวทีของศิลปินโฟล์คเหน่อ ใครใคร่ดื่ม ดื่มไป ขออย่าให้เสียงานเป็นใช้ได้

      อ้น เป็นนักดื่มตัวยง ดังนั้นการห้ามไม่ให้อ้นดื่มสุรา จึงเป็นเรื่องยาก ในทางกลับกันหาก อ้น ไม่ได้ดื่มซะอีกที่ทำให้สำเนียงลั่นรัวของเพอร์คัสชั่น ขาดชีวิตชีวาจนผมรู้สึกได้ขณะบรรเลง

      หลังลงเวทีอันยืดเยื้อเวลาเกินห้าทุ่ม นั่นเป็นอีกเหตุหนึ่งที่นำไปสู่อาการง่วงเหงาหาวนอนของ อ้น ขณะบึ่งรถกลับบ้าน

      เสม โฟล์คเหน่อ คือมือแอคคอร์เดี้ยนประจำวง ถ้าหากถึงคราวที่อ้นไปไม่ไหวจริง ๆ ไม่ว่าจะเมา หรือง่วง เสมจะรับหน้าที่หลังพวงมาลัยแทน เป็นตำแหน่งโชว์เฟอร์มือสอง

     แต่คุณสมบัติ ของเสมก็มิได้แตกต่างจากอ้น คือต้องร่ำสุราก่อนเล่นดนตรี ต่างกันแต่ว่าอัตราส่วนการดื่มของเสมอาจจะน้อยกว่า อ้น

     แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงแม้จะมีอัตราความเสี่ยงของอุบัติเหตุในยามวิกาล แต่พวกเราที่ยังมิเคยได้รับสัณญาณอันตรายใด ๆ ให้พวกเรารู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยขณะเดินทาง...

     จวบจนกระทั่งคืนวันหนึ่ง.......

     หลังกลับจบการแสดงดนตรีที่ ผึ้งหวานรีสอร์ต ริมแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี อ้นอยู่ในสภาพที่เมาจนขับรถไม่ไหว ปล่อยให้เสมทำหน้าที่หลังพวงมาลัย

       ขณะแล่นรถยนต์ฝ่าความมืด บนถนนแยกเส้นดอนตาเพชรมุ่งสู่ทุ่งคอก

       หลังเงียบเสียงคุยไปไม่ถึงนาที ขณะถึงช่วงทางโค้ง ทันที่ไฟหน้ารถฉายกระทบสีสะท้อนจากหลักเรียงตามวงโค้ง พลันผมหันไปเห็นเงาของเสมสะดุ้งเฮือก พร้อมกับจังหวะเบรกรถแบบกระทันหัน จนเสียงอุปกรณ์การแสดงท้ายรถดังโครมคราม

       เสียงน้องเล็กนักร้องหญิง ของเราหวีดร้อง และเรียกชื่อเสมดังลั่น !!!!

       รถแลนด์โรว์เวอร์จอดสนิทอยู่ที่กลางทางโค้ง

       เสมพึมพำบอก ว่า หลับใน

       เสมสารภาพว่าคืนก่อนหน้านี้ นั่งตกปลาทั้งคืน และได้หลับเพียงครึ่งชั่วโมง ก่อนออกเดินทางมาเล่นดนตรี

       ผมเองก็เข้าใจเพราะงานที่รับเล่นคืนนี้เป็นงานติดต่อมาแบบกระทันหัน ไม่ทันได้ตั้งตัว และเตรียมตัว

       แต่ผมก็ไม่คุ้นชินกับการขับรถแลนด์โรว์เวอร์ จึงบอกให้เสมขับต่อไป  ถึงแม้จะมีอัตราความเสี่ยงกับอุบัติเหตุระหว่างทางข้างหน้า ผมถือว่าผมได้บอกลาบ้านเช่าของผมมาแล้ว ชะตากรรมและเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรผมเตรียมใจพร้อมรับ

       ขณะที่อ้นโชว์เฟอร์มือหนึ่งของผม ยังนั่งหงายหน้าอ้าปากหวอ กรนคร่อก ๆ อยู่ที่เบาะท้ายรถด้วยความเมาฯและมิได้แสดงอาการรับรู้กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น...

เพลง  ฝากหวัง

คำร้อง  พจนาถ พจนาพิทักษ์

ทำนอง  ปราศ ราหุล

ขับร้อง  ลำภา  มัคศรีพงษ์

___________________________________________________

 

:::กีตาร์โปร่งตัวแรกของฉัน:::

 ไอ้รัญ เพื่อนร่วมชั้นเรียน แบกกีตาร์โปร่งตัวนั้นมาให้ผมถึงบ้าน เมื่อผมบอกว่า เงินร้อยห้าสิบบาทของผมพร้อมแล้วสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนกีตาร์โปร่งสีดำ ขีดวงสีขาวบนหน้าโปร่ง ถูกเปลี่ยนมือมาอยู่กับผม ทั้ง ๆ ที่ผมยังไม่รุ้จักคอร์ดกีตาร์เลยซักคอร์ดอาจเป็นเพราะ เพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วง ม.ปลาย เป็นนักดนตรี กันอยู่หลายคน ผมจึงมีโอกาสได้เห็นการล้อมวง ดีดกีตาร์ เคาะโต๊ะ ในชั้นเรียนแทบจะทุกวัน อาจเป็นเพราะ การซึมซับภาพและเพลงของศิลปินเพลงเพื่อชีวิตคนสุพรรณอย่างพี่แอ๊ด คาราบาว แน่นล้นจนจุกอก กระมัง ทำให้ความทะยานอยาก จนต้องบากบั่น และใฝ่ฝันเพื่อการนี้ อาจเป็นเพราะฝันไกลไปถึงภาพข้างหน้าว่าวันหนึ่ง อาจจะได้ นุ่งกางเกงยีนส์ขาด ๆ ใส่รองเท้าคอนเวิร์ส เสื้อลายพราง สวมหมวกทหารกัมพูชา ขึ้นไปยืนถ่างขา ยกไหล่ โก่งคอร้องเพลงเพื่อชีวิต อยู่หน้าเวทีแบบพี่เขา>> อ่านต่อ

__________________________________________________________

 

 :::หลักกิโลเมตรที่สี่สิบสอง:::

นอกเหนือจากกลิ่นหอมแปลกของดินสอ ยางลบ และสมุดแจกเล่มใหม่ที่เป็นความทรงจำติดชนิดขนาดนึกย้อนไปก็ได้กลิ่นแล้ว อีกความทรงจำที่มิอาจลืมเลือนไปได้เลย ของวันแรกแห่งการเดินไปสู่โรงเรียน คือบาดแผลที่หัวแม่เท้าซ้าย ของนักเรียนชายที่ไร้รองเท้าสวมใส่ ลองนึกภาพย้อนไปสู่เหลี่ยมคมของถนนลูกรังเมื่อ 30 กว่าปีก่อน จินตนาการวิถีชีวิตของก้อนลูกรังขนาดย่อมกลางถนนก้อนหนึ่งที่มีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ไปวัน ๆ เพียงเพื่อชะเง้อคมคอยว่าเมื่อใดหนาจะมีเนื้อนิ่มหนังเท้าเปล่าเปลือย ของคนเซ่อซ่าแต่หน้าตาดี มาสะดุด เฉี่ยวเฉียด เบียดเหลี่ยมให้ลับคมก้อนและพอเป็นผลงานได้บ้าง แล้ววันหนึ่งเด็กชายหัวดื้อ ก็ผ่านมารับสัมผัสคมของเหลี่ยมก้อนลูกรังบาดแผลจากลูกรังทำให้งานดึงถูลู่ถูกังของแม่กับพี่สาวเบาลงไปพอสมควรบาดแผลแค่เล็ก...>> อ่านต่อ